จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


ความปลอดภัย (ในการทำงาน) ง่ายนิดเดียว (ตอนที่ ๗)

ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมีข่าวการเกิดเพลิงไหม้เป็นประจำทั้งในประเทศและต่าง     ประทศไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอะไi สิ่งสำคัญที่สถานประกอบกิจการต้องเตรียมการ     คือ การผจญเพลิงเพื่อระงับเหตุ หรือถ้าไม่สามารถควบคุมได้ทุกคนในสถานประกอบกิจการจะต้องอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย

ในส่วนของกระทรวงแรงงานเองได้มีการซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟในวันที่ ๓๐ มกราคม ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ถ้ามีเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ของกระทรวง ซึ่งตามมาตรา ๓ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ อย่างน้อยเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยฯ ที่ พรบ. ความปลอดภัยฯ กำหนด เช่นเดียวกัน

กลับมาที่๓ องค์ประกอบสุดท้าย ที่ผมกล่าวถึง คือ การควบคุมเพลิงไหม้(Control of Fire) การบริหารจัดการความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้(Management of the Fire Risk) และข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม และการให้การศึกษา (Information, Training and Education) โดยเริ่มต้น

องค์ประกอบที่ ๕ การควบคุมเพลิงไหม้(Control of Fire) คู่มือจะกล่าวถึงการเตรียมเครื่องมือและคนให้มีความพร้อม เช่น การเลือกอุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสมและตำแหน่งการวางที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ดังนั้น การวางแผนในการควบคุมเพลิงควรมีการนำเรื่องดังกล่าว มาประกอบการพิจารณา เช่น
  • การเลือกชนิดอุปกรณ์เพื่อการดับเพลิงที่เหมาะสมกับชนิดของเพลิงที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน
  • อุปกรณ์ดับเพลิงต้องถูกติดตั้งบริเวณทางออกของอาคาร เพื่อผู้รับผิดชอบสามารถเข้าถึงจากตำแหน่งที่ปลอดภัย
  • ผู้ปฏิบัติงานได้รับการฝึกอบรมการใช้ถังดับเพลิงชนิดเคลื่อนย้ายได้ รวมถึงข้อแนะนำอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการผจญเพลิงอย่างปลอดภัย
  • การใช้ถังดับเพลิงทุกกรณี ควรมีการรายงานต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • มีการตรวจสอบถังดับเพลิงชนิดเคลื่อนย้ายได้ประจำทุกสัปดาห์ เพื่อมั่นใจถังดับเพลิงยังอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดและพร้อมใช้งาน
การกำหนดขั้นตอนการรายงานสถานการณ์เพลิงไหม้ที่มีประสิทธิภาพต่อหัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจตัดสินใจ เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการ้ควบคุมเพลิงและ การอพยพผู้ปฏิบัติงาน
การติดตั้งประตูทนไฟเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการกระจายของเพลิงไหม้ โดยประตูทนไฟจะช่วยชลอกระจายของเพลิงไหม้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีเวลามากพอที่จะอพยพออกจากสถานที่ทำงานได้

กลับมาดูกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้เน้นการดับเพลิงออกเป็น ๒ ส่วน คือ ให้นายจ้างจัดให้มีระบบน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ประกอบเพื่อใช้ในการดับเพลิงที่สามารถดับเพลิงขั้นต้นได้อย่างเพียงพอในทุกส่วนของอาคาร (ตามข้อ ๑๒ ) และให้นายจ้างจัดให้มีเครื่องดับเพลิงแบบเคลื่อนย้ายได้ (ตามข้อ ๑๓) โดยมาตรฐานของเครื่องดับเพลิงให้เป็นไปตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (คลิ๊กรายละเอียด)
รวมถึงให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบของจำนวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานของสถานประกอบกิจการรับการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้น และจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง (ในข้อ ๒๗ และข้อ ๓๐ตามลำดับ)

องค์ประกอบที่ ๖ การบริหารจัดการความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้(Management of the Fire Risk) 

การบริหารจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับเพลิงไหม้นอกจากจะมีวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันความเสียหายของทรัพย์สินแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและ ผู้เกี่ยวข้อง การจะดำเนินการดังกล่าวได้นั้น ผู้รับผิดชอบต้องทราบจำนวนผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องที่เข้าติดต่อธุรกิจภายในสถานประกอบกิจการ ซึ่งการที่จะสามารถทราบถึงข้อมูลดังกล่าวได้นั้น สถานประกอนกิจการจะต้องมีมาตรการในการตรวจสอบการเข้า-ออกสถานประกอบกิจการ เช่น การตอกบัตรหรือเซ็นต์ชื่อก่อนเข้าทำงาน หรือการแลกบัตรผ่านกรณีมีผู้เข้ายี่ยมชมหรือติดต่อธุรกิจภายในสถานประกอบกิจการ โดยการดำเนินการ ดังกล่าวควรอยู่รอบหรือห่างออกจากสถานที่ทำงานที่ความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ เพื่อง่ายต่อการที่หน่วยงานภายนอกติดต่อขอข้อมูล
การทราบจำนวนผู้ที่ติดอยู่ภายในสถานประกอบกิจการหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ เป็นข้อมูลที่ทำให้ผู้รับผิดชอบสามารถตรวจสอบและมั่นใจได้ว่าทุกคนสามารถอพยพออกมาได้อย่างครบถ้วน
การเตรียมพื้นที่อพยพที่ปลอดภัยเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องกำหนดไว้ โดยห่างจากสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ พร้อมทั้งควบคุมไม่ให้ผู้อพยพกลับสู่สถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อีกครั้ง
นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณา เช่น การกำหนดจุดจอดรถที่บรรทุกสารไวไฟ หรือแก๊สให้ห่างออกจากอาคารและสถานที่ทำงาน และเส้นทางการเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้ของหน่วยงานภายนอก

ในแง่ของกฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้สถานประกอบกิจการปฏิบัติโดยตรง แต่อาจเป็นมาตรการหนึ่งที่สถานประกอบกิจการควรกำหนดในแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยของสถานประกอบกิจการ ตามกฎกระทรวงฯ ข้อ ๔ ที่กำหนดให้สถานประกอบกิจการมีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วยการตรวจตรา การอบรม การรณรงค์ ป้องกันอัคคีภัย การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ และการบรรเทาทุกข

องค์ประกอบที่ ๗ ข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม และการให้การศึกษา (Information, Training and Education)
คู่มือได้กล่าวในภาพรวมการให้ความรู้ต่อผู้ปฏิบัติงาน เช่น การจัดฝึกอบรมความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับขั้นตอนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินก่อนเข้าทำงานในสถานประกอบกิจการ นอกจากนั้น ยังเน้นที่การฝึกอบรมเพื่อทบทวนความรู้ให้ผู้ปฏิบัติงานอยู่เป็นประจำ

กฎกระทรวงฯ อัคคีภัย ข้อ ๖ ได้กำหนดให้นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะงานหรือไปทำงาน ณ สถานที่ที่เสี่ยงหรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย ให้นายจ้างแจ้งข้อปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการท างานให้ลูกจ้างทราบก่อนการปฏิบัติงาน
และสิ่งมองข้ามไม่ได้ คือ การให้คำแนะนำและข้อมูลต่อบุคคลภายนอกที่เข้าเยี่ยมหรือติดต่อธุรกิจภายในสถานประกอบกิจการ เช่น ระบบเสียงสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เส้นทางการอพยพ เป็นต้น โดยข้อมูลอาจกำหนดอยู่ในแบบการ์ดสำหรับบุคคลภายนอก


ที่มา : Fire Risk Management, 2012, International Labour Office.
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความ ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกัน    และ ระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556


ความปลอดภัย (ในการทำงาน) ง่ายนิดเดียว (ตอนที่ ๖)
        สัปดาห์ที่ผ่านมา บางท่านอาจทราบข่าวแล้วเกี่ยวกับการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย    อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย    พ.ศ. ๒๕๕๕  ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๖ เพื่อให้มีการป้องกันและระงับอัคคีภัยที่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกจ้างได้รับความปลอดภัยในการทำงาน
โดยกฎหมายกำหนดให้สถานประกอบกิจการดำเนินการ เช่น สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้นายจ้างจัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย    อาคารที่มีสถานประกอบกิจการหลายแห่งตั้งอยู่รวมกัน ให้นายจ้างทุกรายของสถานประกอบกิจการในอาคารนั้นมีหน้าที่ร่วมกันในการจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมทั้งแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยด้วย เป็นต้น (รายละเอียดเพิ่มเติม)

        กลับมาเรื่องที่ผมได้กล่าวไว้แล้วในบทความที่ผ่านมาเกี่ยวกับองค์ประกอบที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในสถานประกอบกิจการ จากคู่มือ Fire Risk Management ขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ
โดย ๒ องค์ประกอบแรกที่กล่าวไปแล้ว คือ  การควบคุมวัสดุหรือสารไวไฟ และการลดหรือกำจัดต้นเหตุที่เป็นสาเหตุต่อการเกิดเพลิงไหม้ ส่วนองค์ประกอบต่อไปที่จะกล่าวถึง คือ

        องค์ประกอบที่ ๓ : การแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่มีประสิทธิภาพ (Rapid Identification of Presence of the Fire)
        การแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการจะที่ควบคุมเหตุการณ์ในช่วงเริ่มต้นไม่ให้ลุกลาม ซึ่งผู้สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ทันทีอาจเป็นตัวของผู้ปฏิบัติงานเองที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ถ้าได้รับการฝึกอบรมที่เพียงพอ
        การจะดำเนินการดังกล่าวได้นั้น สถานประกอบกิจการสามารถนำเอาเทคโนโลยี   เข้ามาช่วย คือ อุปกรณ์ในการตรวจจับประกายไฟ ความร้อนหรือควัน เชื่อมต่อกับระบบสัญญาณกริ่งและสัญญาณเตือน เพื่อแจ้งเตือนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยคู่มือ Fire Risk Management มุ่งเน้นไปที่การติดตั้งและการเตรียมอุปกรณ์ดังกล่าวเหมาะสมพื้นที่การปฏิบัติงานและให้พร้อมใช้งานมากกว่าความทันสมัยของอุปกรณ์ กล่าวคือ
-         การพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวต้องเหมาะสมกับความเสี่ยงในพื้นที่นั้น
-         แผนการตรวจสอบและทดสอบความพร้อมอุปกรณ์ เช่น การตรวจสอบ  
      แบตเตอรี กระแสไฟฟ้าที่ถูกจ่ายเพื่อเลี้ยงอุปกรณ์ดังกล่าว
ทั้ง ๒ ประเด็นที่กล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าเป็นหลักการเบื้องต้น แต่ปัญหาสถานประกอบกิจการหลายแห่งไม่ให้ความสำคัญมากนัก แต่มุ่งเน้นการควบคุมภายหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้ว
        องค์ประกอบที่ ๔ การเตรียมขั้นตอนและวิธีปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่ประสิทธิภาพ (Effective Emergency Provision and Procedure)
        การเตรียมการให้ผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบกิจการให้สามารถอพยพออกจากสถานที่เกิดเหตุได้อย่างทันท่วงที เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยลง เช่น
-         กำหนดให้มีเส้นทางหนีไฟสองด้าน (เส้นทางหนีไฟทั้งสองต้องอยู่ตรงข้ามกัน)      
     ของอาคารหรือสถานที่ทำงาน
-         ห้องปิด (เช่น ห้องสำนักงาน) จะต้องมีทางออกอย่างน้อย ๑ ทาง ที่สามารถ
     ออกสู่เส้นทางหนีไฟได้ตลอดเวลา
-         เส้นทางหนีไฟต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น การทาสีแนวเส้นทางหนีไฟ
     ด้วยสีเหลือง และความกว้างของเส้นทางหนีไฟไม่น้อยกว่า ๗๐ เซนติเมตร และปราศสิ่งกีดขวาง
-         เส้นทางหนีไฟต้องแสงสว่างที่เพียงพอโดยการติดตั้งไฟฉุกเฉิน และเส้นทางหนีไฟต้องออกนอกอาคารสู่ที่ปลอดภัย
เรากลับเข้ามาในรายละเอียดกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ฉบับใหม่ จะเห็นได้ว่ามีการระบุไว้เช่นกัน เช่น
ข้อ ๘ (วรรคที่ ๑) กล่าวคือ
-         ให้นายจ้างจัดให้มีเส้นทางหนีไฟทุกชั้นของอาคารอย่างน้อยชั้นละสองเส้นทาง
-         เป็นเส้นทางสามารถอพยพลูกจ้างที่ทำงานในเวลาเดียวกันทั้งหมดสู่จุดที่ปลอดภัยได้
-         ใช้เวลาในการอพยพภายไม่เกินห้านาที
-         เส้นทางหนีไฟจากจุดที่ลูกจ้างทำงานไปสู่จุดที่ปลอดภัยต้องปราศจากสิ่งกีดขวาง...
ข้อ ๑๐ ให้นายจ้างจัดให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอสำหรับเส้นทางหนีไฟในการอพยพลูกจ้างออกจากอาคารเพื่อการหนีไฟ...
        นอกจากนี้ คู่มือ Fire Risk Management ยังได้เน้นที่การตรวจสอบเส้นทางหนีไฟเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางหนีไฟไม่ถูกกีดขวางและประตูระหว่างเส้นทางหนีไฟเปิดออกได้ง่าย ถ้านายจ้างต้องการล็อกประตูด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการ (Security) นายจ้างอาจจัดเก็บกุญแจในล็อกบล็อกแก้วบริเวณประตู หรือประตูชนิดบาร์ล็อก
        สำหรับผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับการแนะนำและฝึกอบรมขั้นตอนการอพยพหนีไฟ    โดยขั้นตอนการอพยพดังกล่าว ควรถูกบรรจุในการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานเบื้องต้น แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ผู้ปฏิบัติทุกคนต้องเข้าร่วมการฝึกภาคปฏิบัติในการอพยพหนีไฟ และผู้รับผิดชอบควรมีการประเมินผลการฝึกภาคปฏิบัติดังกล่าว เพื่อนำมาปรับปรุงหรือกำหนดขั้นตอนการอพยพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
        ส่วนรายละเอียดการฝึกภาคปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับข้อแนะนำและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการอพยพอื่น กรณีที่เส้นทางหนีไฟปกติไม่สามารถใช้งานได้ เช่น การใช้ขวานเพื่อทำลายกำแพงหรือสิ่งกีดขวาง หรือข้อแนะนำและการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการคลาน   ถ้าอาคารถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควัน
        คราวนี้เราวกกลับมาดูว่าในกฏกระทรวงฯ การป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ อีกครั้ง ว่ามีระบุไว้ในข้อใดบ้าง เริ่มต้นด้วยคุณสมบัติประตูหนีไฟ
ข้อ ๘ (วรรคที่ ๒)......คือ
-         ประตูที่ใช้ในเส้นทางหนีไฟต้องทำด้วยวัสดุทนไฟ
-         ไม่มีธรณีประตูหรือขอบกั้น
-         เป็นชนิดที่บานประตูเปิดออกไปตามทิศทางของการหนีไฟกับต้องติดอุปกรณ์ที่บังคับให้บานประตูปิดได้เอง
-         ห้ามใช้ประตูเลื่อน ประตูม้วน หรือประตูหมุน
-         ห้ามปิดตาย ใส่กลอน กุญแจ ผูก ล่ามโซ่ หรือทาให้เปิดออกไม่ได้ในขณะที่มีลูกจ้างทำงาน
        ส่วนการฝึกอบรมและฝึกซ้อมต่างๆ ที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ เพื่อความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง เดิมที่ถูกยกเลิกไปแล้ว นั้น ระบุไว้ใน
        ข้อ ๒๗ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบของจานวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานของสถานประกอบกิจการรับการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้น...
ข้อ ๓๐ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง...
        เราจะเห็นได้ว่าคู่มือ Fire Risk Management องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ    ได้กำหนดแนวคิดเบื้องต้นในการป้องกันและระงับอัคคีภัย ส่วนกฏกระทรวงฯ การป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ฉบับใหม่ของประเทศเรา ได้มีรายละเอียดที่สถานประกอบกิจการสามารถนำไปปฏิบัติให้ได้เป็นรูปธรรมมากขึ้นและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
        ในครั้งต่อไปผมกล่าวถึง ๓ องค์ประกอบสุดท้าย คือ การควบคุมเพลิงไหม้ (Control of Fire) การบริหารจัดการความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้ (Management of the Fire Risk) และข้อมูลข่าวสาร การฝึกอบรม และการให้การศึกษา (Information, Training and Education)

ที่มา : Fire Risk Management, 2012, International Labour Office.
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกัน    และระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555


ความปลอดภัย(ในการทำงาน)ง่ายนิดเดียว
                จากที่ผมกล่าวถึง ๗ องค์ประกอบหลักๆ ที่สำคัญที่ควรพิจารณาในการวางแผน       เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ไปแล้วนั้น ในสัปดาห์นี้ผมจะกล่าวถึงรายละเอียด        แต่ละองค์ประกอบที่คู่มือได้กล่าวถึง โดยเริ่มต้นจากการควบคุมวัสดุหรือสารไวไฟและ       การลดหรือกำจัดต้นเหตุที่เป็นสาเหตุต่อการเกิดเพลิงไหม้
๑. การควบคุมวัสดุหรือสารไวไฟ
วัสดุหรือสารไวไฟที่ใช้ในกระบวนการผลิตต้องกำหนดพื้นที่การจัดเก็บในที่ชัดเจนภายในพื้นที่การทำงานหรือสถานที่อื่นที่เหมาะสม ขณะเดียวกันจำนวนหรือปริมาณที่ถูกนำมาใช้ในพื้นที่การทำงานควรปริมาณที่จำกัดหรือจำเป็นต่อการใช้งาน เพื่อง่ายต่อการป้องกันและควบคุมหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น
-         สารไวไฟที่อยู่ในรูปของเหลวหรือก๊าซควรถูกจัดเก็บในสถานที่จัดเก็บภายนอก
    สถานที่ทำงาน
-         วัสดุที่ง่ายต่อการติดไฟ เช่น กระดาษ ผ้า ไม้ พลาสติก และวัสดุที่เป็นหีบห่อ เป็นต้น ไม่ควรถูกจัดเก็บในสถานที่ยกตัวอย่าง เช่น
ก.     พื้นที่ใต้บันไดหรือช่อง ปล่องบันได
ข.     เครื่องจักรที่มีความร้อน
ค.     อุปกรณ์และสายไฟฟ้า
ง.      พื้นที่การทำงานที่ก่อให้เกิดความร้อน เช่น งานเชื่อม งานบด เป็นต้น
วัสดุหรือสารไวไฟควรมีฉลากที่บอกถึงข้อมูลเบื้องต้น เช่น ข้อมูลความปลอดภัยเกี่ยวกับวัตถุหรือวัสดุไวไฟนั้น
ไอสารเคมีที่สามารถติดไฟง่ายและก่อให้เกิดเพลิงไหม้ต่อหีบห่อหรือภาชนะที่บรรจุจะต้องมีมาตรการป้องกัน เช่น
-         หีบห่อหรือภาชนะที่บรรจุ รวมถึงสถานที่จัดเก็บหรือพื้นที่การทำงานต้องมีคุณสมบัติที่ทนต่อความร้อนหรือเพลิงไหม้
-         การจัดการสถานที่จัดเก็บที่เหมาะสม เช่น การจัดเก็บโดยจำแนกวัสดุหรือ    สารไวไฟตามประเภทหรือคุณสมบัติของวัสดุหรือสารไวไฟนั้น
-         หลีกเลี่ยงการจัดเก็บวัสดุหรือสารไวไฟบริเวณรอบอาคารหรือบริเวณพื้นที่      โล่งแจ้งที่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์
-         กำหนดพื้นที่สูบบูหรี่สำหรับลูกจ้าง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกจ้างมีโอกาสเข้าใกล้พื้นที่ที่จัดเก็บวัสดุหรือสารไวไฟ
-         การตรวจความปลอดภัยเป็นวิธีการที่สำคัญ เพื่อในทุกคนปฎิบัติตามมาตราการที่กำหนดไว้
๒. การลดหรือกำจัดต้นเหตุที่เป็นสาเหตุต่อการเกิดเพลิงไหม้
ตำแหน่งแหล่งที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือที่สามารถติดไฟได้ ต้องถูกพิจารณาอย่าง   มีนัยสำคัญกับพื้นที่การจัดเก็บวัสุดหรือสารไวไฟ ซึ่งหมายความว่า เราต้องมีมาตรการในการแยกทั้งสองแหล่งออกจากกัน โดยแหล่งที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือที่สามารถติดไฟได้ควรได้รับการควบคุมและกำหนดไว้ชัดเจนภายในแผนฯ เช่น
-         พื้นที่สูบบุหรี่ในสถานที่ทำงาน
-         การควบคุมการเข้าออก เพื่อป้องกันการลอบวางเพลิง
-         การจัดสถานที่การจัดเก็บ เมื่อมีการทำงานก่อให้เกิดความร้อน
-         มอบหมายผู้รับผิดชอบในพื้นที่ในการติดตามและควบคุม เมื่อมีการทำงาน        
     ที่ก่อให้เกิดความร้อน
-         กำหนดระเบียบปฏิบัติด้านความปลอดภัยในการเผาหรือทำลายสิ่งของที่เหลือ   
     ใช้จากการทำงาน
-       การตรวจสอบและบำรุงรักษาสภาพอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากสภาพอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ดังนั้น ควรมีการกำหนดข้อควรระวังที่ต้องดำเนินการเป็นพิเศษ เช่น
ก.     อุปกรณ์และเครื่องมือไฟฟ้าควรมีสายดินเพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิติที่เป็นสาเหตุการเกิดติดไฟได้
ข.     วงจรไฟฟ้าแต่ละวงจรควรมีขนาดฟิวส์ที่เหมาะสมหรือเครื่องป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
ค.     ควรต่อสายไฟฟ้าเข้าสู่อุปกรณ์หรือเครื่องไฟฟ้าโดยตรงแทนการใช้สายไฟฟ้าชนิดอ่อน เพื่อป้องกันความเสียหายของสายไฟฟ้า เช่น ฉนวนของสายไฟ หรือการลดการต่อพ่วงสายไฟฟ้าที่อาจทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร เป็นต้น

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555


ความปลอดภัย(ในการทำงาน)ง่ายนิดเดียว

         จากลิ้งค์ของ http://www.ilo.org/safework/info/standards-and-instruments  ศูนย์ข้อมูลด้านความปลอดภัยและอนาชีวอนามัยระหว่างประเทศ หรือ CIS ผมหวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อย สำหรับคู่มือที่น่าสนใจที่ผมได้จากเว็บไซต์ CIS ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ความปลอดภัยในการทำงานที่เป็นข่าวและเป็นที่สนใจไปทั่วโลก คือ เหตุเพลิงไหม้โรงงานสิ่งทอที่ประเทศปากีสถาน ทำให้ลูกจ้างเสียชีวิตมากกว่า ๒๐๐ คน สาเหตุของเพลิงไหม้ผมคงไม่กล่าวถึง แต่ที่ผมจะกล่าวถึงคือ การเตรียมความพร้อมของสถานประกอบกิจการเพื่อควบคุมและบรรเทาถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ จากคู่มือ“การจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับเพลิงไหม้” (Fire Risk Management) ซึ่งคู่มือได้สรุปต้นเหตุหลักที่นำไปสู่เหตุเพลิงไหม้ ประกอบด้วย การจัดเก็บวัสดุไวไฟในสถานที่ทำงาน การขาดมาตรการหรือวิธีการควบคุมแหล่งที่อาจเป็นต้นเพลิงไหม้ การขาดการโต้ตอบเหตุเพลิงไหม้ได้อย่างทันท่วงที การขาดวิธีการควบคุมเพลิงไหม้ที่ถูกต้อง ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ประสบภัยไม่สามารถหลบหนีจากสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ได้นั้น มี ๔ สาเหตุหลัก คือ
๑.    การออกแบบอาคารที่ไม่เหมาะสม
๒.    สิ่งกีดขวางเส้นทางหนีไฟ
๓.    การขาดสัญลักษณ์เตือนเบื้องต้นเกี่ยวกับเพลิงไหม้
๔.    การขาดขั้นตอนหรือวิธีการโต้ตอบกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าเป็นสาเหตุหลักที่เกิดขึ้นกับสถานประกอบกิจการทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา
นอกจากนั้น คู่มือได้กล่าวถึงการควบคุมและลดความเสี่ยงของการเกิดเพลิงไหม้        ซึ่งสถานประกอบกิจการ (หรือนายจ้าง) ควรมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวแก่ระดับผู้บริหารหน่วยงานรับผิดชอบในการกำหนดแผนการจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับเพลิงไหม้ให้เป็นไปตามนโยบายของสถานประกอบกิจการ (หรือนายจ้าง) โดยแผนควรประกอบด้วย องค์ประกอบหลักๆ ที่สำคัญเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ ดังนี้
๑.    การควบคุมวัสดุไวไฟ
๒.    การลดต้นเหตุที่เป็นสาเหตุต่อการเกิดเพลิงไหม้
๓.    มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่มีประสิทธิภาพ
๔.    ข้อคับและวิธีปฏิบัติเพื่อโต้ตอบเกิดฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ
๕.    การควบคุมขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้
๖.    การจัดการความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้
๗.    ข้อมูล การฝึกอบรม และการศึกษาเกี่ยวกับเพลิงไหม้
        สำหรับรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ ผมจะกล่าวถึงในบทความครั้งต่อไป ซึ่งรวมถึงตัวอย่างแบบตรวจซึ่งเป็นมาตรการเฝ้าระวังเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดเพลิงไหม้             ผมคิดว่าแบบดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์กับสถานประกอบกิจการขนาดเล็กและกลาง

ที่มา : Fire Risk Management, International Labour Office.

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


                 ความปลอดภัย(ในการทำงาน)ง่ายนิดเดียว
            เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม                  The International Occupational Safety and Health Information Centre Network หรือ CIS Network ครั้งที่ ๕๐ ซึ่งจัดขึ้นที่ International Labour Office, Geneva, Switzerland (วันที่ ๑๙-๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕) โดย CIS เป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Office, ILO) โดย CIS เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยระหว่างประเทศ โดยประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า    ๖๐ คน จากประเทศสมาชิกทั่วโลก การประชุมเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และความสำเร็จในการพัฒนาฐานข้อมูลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของประเทศสมาชิก และกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพในอนาคต

           นอกจากนั้น ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยจากกลุ่มประเทศเครือข่ายด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ประกอบด้วย
    เครือข่ายแรงงานจากแอฟริกา หรือ Africa Regional Labour Administration Centre
    เครือข่ายความปลอดภัยและอาชีวอนามัยจากกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา หรือ ALASEHT
    เครือข่ายความปลอดภัยและอาชีวอนามัยจากกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ ASEAN-OSHNET
    เครือข่ายความปลอดภัยและอาชีวอนามัยจากกลุ่มประเทศยุโรป หรือ European Agency for Safety and Health at Work (EU-OSHA)

         จากที่ผมได้กล่าวในข้างต้น ประเทศสมาชิกของ CIS จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่เป็นประโยชน์ที่แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะในประเทศนั้นๆ และ CIS ได้พัฒนาฐานข้อมูลกลางด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยพร้อมกับแปลเป็นภาษาต่างๆ ในการที่ประเทศสมาชิกจะนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนางานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในประเทศตน สำหรับข้อมูลต่างๆ นั้น ผู้ที่สนใจสามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ที่เว็บไซต์                        http://www.ilo.org/safework/info/standards-and-instruments
โดยในเว็บไซต์มีข้อมูลความปลอดภัยและอาชีวอนามัยหลายๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมก่อสร้าง และงานภาคเกษตร เป็นต้น หรือ Encyclopaedia of Occupational Health and Safety ของ CIS สำหรับผู้ที่สนใจมาตรฐานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในเรื่องต่างๆ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มได้ที่ห้องสมุดสำนักความปลอดภัยแรงงาน ชั้น ๔ อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ